บทที่ 4 เข้าป่ามีของดีตรงไหนก็ไปเก็บตรงนั้น

หลังจากที่ซูเหยาตัดเล็บให้ทั้งสองคนเสร็จ เธอก็ได้หาผ้าเก่า ๆ มาโกยเอาเศษเล็บที่กองไว้ใส่ใบไม้ใบใหญ่ที่มู่เฟยได้ไปหามาจากด้านนอก แล้วให้เด็กชายเอาไปทิ้งไว้ที่โคนต้นไม้ เพราะที่นี่ไม่มีถังขยะเหมือนกับโลกที่เธอจากมา

ซึ่งเธอก็ไม่รู้ว่าคนที่นี่เขาจัดการกับเศษขยะกันยังไง ส่วนห้องน้ำก็เป็นส้วมหลุมที่อยู่ห่างไกลจากบ้าน เพราะเธอเพิ่งจะไปเข้ามา โดยที่กลิ่นมันช่างสุดจะทานทน

เมื่อมู่เฟยเข้ามา เธอก็ได้เข้าไปต้มน้ำร้อนในครัว โดยมีผิงน้อยที่ถูกทำแผลที่มือเดินตามเธอมาด้วย

“พวกหนูสองคนรออยู่ตรงนี้ก่อนนะ เดี๋ยวน้ามา” ซูเหยาบอกกับเด็กน้อยเพราะเธอตั้งใจจะเข้าไปจัดการเตียงของเด็ก ๆ และจะเอาเครื่องนอนออกมาด้วย

พอเธอกลับเข้ามาในห้องของเด็ก ๆ อีกครั้ง เธอก็ได้รื้อผ้าที่ปูทับหญ้าแห้งเก่า ๆ อยู่ออก และจับสิ่งที่เธอรื้อออกยัดใส่ถุงขยะที่เธอเตรียมไว้

ตอนนี้ซูเหยาถึงกับจามออกมาอย่างแรงจากความฉุนและฝุ่นละอองที่ปลิวไสวผสมกับหญ้าแห้ง เธอเรียกอุปกรณ์ทำความสะอาดทุกอย่างออกมาอย่างมากมาย รวมทั้งน้ำยาทำความสะอาดและฆ่าเชื้อด้วย

ในระหว่างที่เธอกำลังทำความสะอาดอยู่ในห้อง ด้านนอกที่สองพี่น้องตัวเล็กนั่งอยู่ เด็กน้อยสองพี่น้องก็เชื่อฟังแม่เลี้ยงของตนเป็นอย่างดี โดยที่พวกเขาไม่ได้ขยับตัวไปไหนตามที่ซูเหยาต้องการ จนกระทั่งพวกเขารู้สึกว่าแม่เลี้ยงของตนหายไปนาน

“พี่ชายน้าเหยาทำไมยังไม่มาอีก พวกเราไปดูได้หรือเปล่า”ผิงน้อยถามพี่ชายเนื่องจากเธอเป็นห่วงน้าเหยาคนใหม่คนนี้

“แต่ว่าน้าเหยาให้เรารอที่นี่นะ เราลองรอกันอีกหน่อยเถอะ”พี่ชายที่ไม่อยากขัดคำสั่ง พูดออกมาอย่างลังเล

ซูเหยาใช้เวลาในการจัดห้องของเด็กทั้งสองอยู่สักพัก จนเธอเห็นว่าทุกอย่างสะอาดสะอ้านเป็นระเบียบดีแล้ว จึงได้นำของที่ต้องการทิ้งเก็บเข้าไปในมิติรอเอาไว้ก่อน เธอคิดว่าค่อยนำไปฝั่งหรือเผาทีหลัง

รวมทั้งอุปกรณ์ทำความสะอาดทั้งหลายที่เธอซื้อออกมาเพื่อใช้ทำความสะอาดก็ถูกเก็บเข้าไปในมิติด้วย เพื่อที่จะได้นำออกมาใช้ได้ในภายหลัง ซึ่งการเก็บนี้เธอก็เพิ่งรับรู้ได้ด้วยความบังเอิญ เพราะเธอเผลอพูดว่าเก็บเมื่อพูดจบของชิ้นนั้นก็หายเข้าไปในมิติจริง ๆ

แต่เจ้าเสียงโมโนโทนก็ดังขึ้นด้วยถ้อยคำที่ว่าเก็บเข้ามาได้แต่ไม่คืนเงิน เพราะได้ทำการใช้สินค้านั้นไปแล้ว เธอถึงกับกรอกตามองบนเพราะเธอก็ไม่ได้อยากจะได้เงินคืนเสียหน่อย เพราะไหน ๆ ก็ซื้อมาแล้วก็เอาไว้ใช้ประโยชน์ยาว ๆ ไปเลยจะดีกว่าไหม

เมื่อเธอออกมาจากห้องของเด็ก ๆ เธอก็รีบเดินไปดูน้ำที่ได้ต้มไว้ในห้องครัว ก็เห็นเด็กน้อยนั่งกันอย่างกระสับกระส่าย

“พวกหนูเป็นอะไร ทำไมไม่นั่งกันให้ดี ๆ ล่ะ” ซูเหยาถามด้วยความอยากรู้

“น้าเหยามาแล้ว” สองพี่น้องร้องขึ้นมาพร้อม ๆ กันด้วยความดีใจ พร้อมกับวิ่งเข้ามาหาเธอ แต่เด็กทั้งสองก็ยังทิ้งระยะห่างอยู่เล็กน้อย

“เอาล่ะเรามาสระผมกันเถอะ” ซูเหยาพูดขึ้นพร้อมกับยิ้มออกมาเมื่อเห็นอาการของเด็กน้อยที่มีต่อตน

ซูเหยาได้ผสมน้ำลงในอ่างเมื่อเธอเห็นว่าน้ำพอดีแล้วเธอจึงได้ลงมือสระผมให้คนน้องก่อน โดยยาสระผมเด็กที่เธอนำออกมาแม้เด็กน้อยจะสงสัยแต่ว่าพวกเขาก็ไม่ได้ถามอะไรอีก

เพราะตอนนี้พวกเขาเชื่อกันแล้วว่าน้าเหยาคนนี้ต้องเป็นนางฟ้าเข้ามาอยู่ในร่างน้าเหยาคนเดิมตามคนที่เรียกตนเองว่าแม่ในฝันมาบอกเขากับน้องอย่างแน่นอน

เพราะสิ่งของแปลก ๆ และการกระทำของน้าเหยาคนนี้นั้นแตกต่างจากคนเดิมอย่างสิ้นเชิง และเขากับน้องในตอนนี้ก็ได้รับรู้แล้วว่าความสุขนั้นเป็นยังไง

“มู่เฟยมานี่เร็ว” ซูเหยากวักมือเรียกคนเป็นพี่ชายมาสระผมบ้าง เพราะเจ้าตัวเล็กที่สระเสร็จแล้วก็มายืนเช็ดผมข้างเธอในตอนนี้

จากน้ำที่เธอได้ต้มไว้จนเต็มหม้อใบใหญ่ที่เธอได้เรียกออกมานั้นน้ำเหลือไม่มากแล้ว เพราะผมของเด็กสองคนนี้สกปรกและดำมาก จนต้องสระถึงหกเจ็ดน้ำเลยทีเดียว ส่วนยาสระผมเด็กก็แทบจะหมดขวดเหมือนกัน เนื่องจากผมที่ยาวมาก ๆ ของเด็กน้อย

“ต่อไปนี้ทั้งสองคนจะต้องสระผมให้บ่อยขึ้นเข้าใจไหม” ซูเหยากล่าวกับเด็กน้อยที่กำลังใช้ผ้าสลับกันเช็ดผมของตัวเองอยู่

“เอาละ พวกหนูเข้าห้องไปก่อน น้าจะไปเทน้ำทิ้งแล้วจะเตรียมข้าวกลางวันไว้ให้ เพราะน้าจะเข้าป่า” ซูเหยาบอกกับพี่น้องที่ได้หันมองเธอเป็นตาเดียว

“ผม หนูไปด้วย” เด็กทั้งสองบอกออกมาอย่างรีบร้อน

“ไม่ได้หรอกเพราะมือของผิงน้อยบาดเจ็บ หากเข้าป่าไปอาจจะไปถูกเชื้อโรคในป่าได้ เอาไว้เราค่อยไปกันวันหลังนะ” ซูเหยาเอ่ยปฏิเสธออกมาพร้อมอธิบายเหตุผล

“อืม” เด็กน้อยทั้งสองพยักหน้าพร้อมกับทำสีหน้าสลดลงแล้วก็พากันเดินเข้าห้องนอนของตน

“พี่ชายห้องของเรามีตู้ด้วย ที่นอนก็ใหม่” มู่ผิงพูดออกมาอย่างตื่นเต้นที่เธอได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของห้องที่ตนนอนกับพี่ชาย

“น้าเหยาต้องเป็นนางฟ้าแน่ ๆ ใช่ไหมผิงผิง” มู่เฟยพูดกับน้องสาวออกมาอย่างดีใจ พร้อมกับที่เด็กน้อยสองคนก็พากันกอดคอร้องไห้

ทั้งสองร้องไห้กันอยู่สักพัก ก็พยายามปรับอารมณ์ของตัวเองแล้วก็เปิดตู้ไม้ใบขนาดกลางที่อยู่ด้านข้างพวกเขา ก็เห็นเสื้อผ้าใหม่อยู่หลายตัว ที่ได้แยกฝั่งเอาไว้ว่าของใครเป็นของใคร

มู่เฟยและมู่ผิงก็เลยหยิบเสื้อผ้าเหล่านั้นมาใส่ และเขาก็ได้ลองเปิดตู้เล็กด้านข้างก็เห็นเป็นรองเท้าที่มีขนาดเท่ากับพวกเขาทั้งสองเช่นกัน ตอนนี้พวกเขาก็มีน้ำตาไหลออกมาด้วยความดีใจอีกครั้ง

“พี่ชายแล้วน้าเหยาคนนี้จะอยู่กับพวกเราตลอดไหม” ผิงผิงยังคงถามพี่ในเรื่องที่ตนสงสัย เพราะว่าการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วเช่นนี้มันเหมือนเป็นความฝันที่เธอกลัวว่าสักวันมันจะจบลง

“พี่ก็ไม่รู้ แต่พี่คิดว่าถ้าเราเป็นเด็กดีเชื่อฟังน้าเหยาก็คงจะไม่ทิ้งพวกเราไปแน่ ๆ” พี่ชายพูดพร้อมกับลูบหัวน้องสาวอย่างปลอบโยน

ซูเหยาที่ยืนฟังอยู่นานเธอก็คิดว่าเด็กสองคนนี้ช่างฉลาดเสียจริง เพราะถึงแม้ว่าจะเห็นของแปลกหลายอย่างก็ไม่ถาม อีกทั้งยังคิดว่าเธอเป็นนางฟ้า

แต่ว่าการที่เด็ก ๆ คิดกันแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เพราะจะยอมให้เธอทนเห็นเด็ก ๆ อดด้วยนะเหรอ ขอบอกเลยว่าเหยาไม่ทนนะคะ เหยาทนไม่ได้

เพราะมีให้กินก็ต้องกินค่ะ มีให้ใช้ก็ต้องใช้ ไหนยังจะต้องหาเงินมาสร้างบ้านที่ใกล้จะพังมิพังหลังนี้อีก แต่ว่าก่อนสร้างบ้านใหม่หาทางแยกบ้านให้ได้ก่อนดีกว่า คิดแล้วก็เพลียเหมือนกันแต่ก็นะ มาแล้วจงอยู่ไปและก็ทำให้ดีเท่านั้นพอ  ซูเหยาคิดขึ้นมาอย่างปลง ๆ

“เอาล่ะเด็ก ๆ แต่งตัวกันให้เสร็จเร็วเข้า เดี๋ยวน้าจะมัดผมให้ทั้งสองคน ส่วนของที่หนู ๆ เห็นตอนนี้ก็เก็บเป็นความลับเอาไว้นะ เพราะบางคนที่คิดไม่ดีกับเราเขาอาจจะมาทำร้ายเราเอาได้เข้าใจไหม” ซูเหยาพูดขึ้นกับเด็กน้อยที่ยืนคุยกันอยู่หน้าตู้เสื้อผ้า

“พวกเราสัญญาว่าจะไม่เล่าให้ใครฟังอย่างแน่นอน” มู่เฟยพูดขึ้นอย่างหนักแน่นโดยมีมู่ผิงพยักหน้ารับอยู่ด้านข้าง

“ดีมาก มู่เฟยมานั่งที่เก้าอี้ตัวนี้เร็วเข้า” ซูเหยากวักมือเรียกเด็กชายให้มานั่งเก้าอี้ที่เธอได้นำออกมาก่อนหน้า และเธอก็จับผมเด็กชายดูเมื่อเห็นว่ายังหมาด เธอก็เช็ดผมให้เด็กชายอีกครั้ง

‘เฮ้อ! คิดถึงไดร์เป่าผมจัง’ ซูเหยาคิดในใจ เธอเช็ดผมให้เด็กชายไปเรื่อย ๆ ส่วนเสี่ยวผิงที่นั่งอยู่ข้างกันก็ค่อย ๆ เช็ดผมตัวเองรอ

“เอาล่ะผมของมู่เฟยเรียบร้อยแล้ว” ซูเหยาพูดขึ้นเมื่อเธอมัดผมของเด็กชายเกล้าขึ้นไว้กลางหัว พร้อมกับใช้ผ้ามัดผมผูกไว้ให้อย่างเรียบร้อยเหมือนกับที่เธอเห็นตามซีรี่ส์ที่เคยดู

“เสี่ยวผิงตาหนูแล้ว มานี่เร็ว” ซูเหยาเมื่อพอใจกับผลงานของคนพี่แล้วเธอก็เรียกผิงตัวน้อยมาหา และให้นั่งต่อจากที่เสี่ยวเฟยนั่งเมื่อสักครู่

“ผมของผิงน้อยแห้งแล้ว เก่งมากที่เช็ดผมเองเป็น เด็กดีแบบนี้น้ามีขนมให้ด้วย” ซูเหยาพูดพร้อมกับหยิบขนมปังส่งให้เด็กน้อยสองชิ้น

“หนูแบ่งให้พี่ชายด้วยได้ไหมคะ พี่ชายก็เป็นเด็กดีเหมือนกัน” ผิงน้อยถามออกมาอย่างใสซื่อ

“ได้อยู่แล้ว เพราะของที่น้าให้แล้วก็ถือว่าเป็นของหนู หนูจะทำยังไงก็ได้ แต่ว่าต้องคิดให้ดีก่อน” ซูเหยากล่าวออกมาพร้อมรอยยิ้ม

ที่เธอหยิบออกมาสองชิ้นก็เพื่อจะดูว่าเด็กน้อยจะทำยังไงและเด็กหญิงก็ไม่ทำให้เธอรู้สึกผิดหวังเลย

“ผมของผิงน้อยก็เสร็จแล้วเหมือนกัน เป็นยังไงชอบไหม” ซูเหยาถามกับเด็กน้อยเมื่อเธอได้มองที่กระจกด้านหน้า มันช่างเป็นกระจกที่สะท้อนภาพออกมาได้ชัดเจนมาก

“ชอบค่ะ ขอบคุณนะคะ” เด็กน้อยมองตัวเองในกระจกพร้อมกับยิ้มออกมา

ตอนนี้ซูเหยาก็ได้เห็นหน้าตาตัวเองชัดเจนแล้ว หน้าตาของร่างนี้เป็นหน้าตาที่เหมือนกับเธอตอนอายุสิบแปดเหมือนกันไม่มีผิด คิ้วสวยได้รูป จมูกโด่งรั้นนิด ๆ ปากกระจับอมชมพู

ดวงตาเรียวยาวแววตาสดใส แต่ถ้าหากเธอทำหน้านิ่ง ๆ ใบหน้านี้ก็ติดออกจะดูดุเล็กน้อย แต่ถ้าได้แย้มยิ้มก็ทำให้คนลุ่มหลงได้

‘เอ๋แล้วทำไมชาติก่อนฉันถึงไม่เคยมีแฟนกันล่ะ’ หน้าตาก็ไม่ได้ขี้ริ้วสักหน่อย เธอคิดไร้สาระขึ้นมาอีกครั้ง

“น้าเหยาคะ เป็นอะไรไป” ผิงน้อยเมื่อเห็นอาการเหม่อของ ซูเหยาจึงได้ถามออกมา มู่เฟยเองก็ได้มองไปทางซูเหยาอย่างกังวลเช่นกัน

“น้าไม่เป็นไรจ้ะ น้าเตรียมอาหารเอาไว้แล้ว ถ้าหิวก็ไปกินได้เลย กินให้อิ่มนะ ถ้าเหลือก็เก็บไว้แต่ถ้าไม่เหลือก็ไม่เป็นไร

และก็หากมีใครมาเคาะประตูเรียกที่ไม่ใช่พ่อหรือน้าห้ามเปิดเด็ดขาด ไม่ว่าเขาจะทุบประตูเสียงดังหรือว่าเขาจะตะโกนด่าทอก็ทำเป็นนิ่งเสีย”

ซูเหยากล่าวย้ำกับเด็กตัวเล็กทั้งสองคน ที่ตอนนี้ดูดีขึ้นมากจากการอาบน้ำและสวมเสื้อผ้าใหม่

ที่เธอกล่าวย้ำกับเด็กน้อยก็เพราะว่าย่ามหาภัยตัวร้ายกับป้าสะใภ้ตัวดีคิดวางแผนที่จะขายเด็กน้อย หากอ้างอิงตามในนิยายยังไม่ใช่เร็ว ๆ นี้หรอก แต่ว่าเธอก็ควรจะป้องกันเอาไว้ก่อน

“ครับ/ค่ะ” ทั้งสองรับคำออกมาเสียงดังฟังชัด

“ปิดประตูบ้านได้ จำไว้นะว่าห้ามเปิดไม่ว่าเขาจะมาหลอกเราแบบไหนก็ตาม ห้ามหลงเชื่อให้ใครเข้าบ้าน” ซูเหยายังไม่วายกล่าวย้ำออกมาอีกครั้ง

ตอนนี้เธอได้สะพายตะกร้าไม้ไผ่ไว้ด้านหลัง พร้อมกับในมือก็กำมีดยาวเอาไว้แน่น เมื่อของพร้อมเธอก็ก้าวเดินออกจากบ้านมุ่งหน้าไปป่าที่พ่อของเด็กทั้งสองไป

ซูเหยาคิดว่าจะพยายามเก็บสมุนไพรมีค่าตามที่นิยายได้บรรยายไว้มาให้หมด ก่อนที่นางเอกโลกสวยจะมาเจอ นางเอกก็ควรจะมีโชคแบบนางเอก

แต่ตอนนี้เหยามาแล้ว ของบางอย่างฉันขอเอามาสร้างตัวเพื่อเลี้ยงดูเด็ก ๆ ก่อนก็แล้วกัน และเมื่อไรที่นางเอกมาแล้ว มู่หานกับเขาเกิดถูกตาต้องใจกันซูเหยาก็คิดว่าจะหย่าให้โดยไม่ลังเล

เพราะเธอไม่คิดจะขวางบุพเพของใคร มีเงินซะอย่าง อยู่สวย ๆ รวย ๆ ที่ไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องให้ผู้ชายเข้ามาในชีวิตแต่ก่อนไปเธอจะต้องปูทางให้เด็กน้อยเสียก่อน

ในระหว่างที่เธอกำลังคิดอะไรเรื่อยเปื่อย เธอก็ได้เดินขึ้นเขามาแล้ว โดยมีอุปกรณ์สำหรับเดินเขาเป็นตัวช่วยในครั้งนี้

ชุดที่ซูเหยาสวมก็เป็นเสื้อคอจีนแขนยาวบุนวมติดกระดุมป้ายมาด้านข้างกับกางเกงแยกชิ้นกัน โดยกางเกงที่เธอสวมเป็นเหมือนกางเกงกระโปรงตัวยาวที่หากมองผ่าน ๆ ก็คล้ายกับยุคสมัยนี้อยู่ไม่น้อย

ส่วนผมเธอก็เกล้าขึ้นไปปักด้วยปิ่นไม้ธรรมดา รองเท้าเธอสวมรองเท้าสำหรับเดินเขาสีดำซึ่งรูปแบบอาจจะแตกต่างกับผู้หญิงคนอื่นที่นิยมสวมรองเท้าผ้า

ซึ่งเธอเองก็คิดว่าใครอยากจะคิดยังไงก็ช่างเขาเถอะ เธอสะดวกแบบนี้ ใครอยากจะมองรองเท้าก็ให้เขามองไปก็แล้วกัน

“โชคดีนะที่เราอ่านมาจนใกล้จะจบแล้ว เลยรู้ว่าของดีอยู่ตรงไหน” ซูเหยาพูดขึ้นกับตัวเองอีกครั้งเมื่อเดินเข้าป่าลึกมาเรื่อย ๆ

ป่าในยามนี้ยังคงมีความอุดมสมบูรณ์จากน้ำตกที่มีน้ำมากเปรียบเสมือนเส้นเลือดขนาดใหญ่ที่เลี้ยงทุกชีวิต

ในระหว่างที่เธอเดิน เธอก็ได้ใช้สายตาสำรวจรอบ ๆ ด้านไปด้วย เพราะเธอรู้ว่าตอนนี้เธอเริ่มเดินเข้ามายังป่าชั้นกลางแล้ว

เธอจำได้ว่าไม่ไกลจากตรงนี้จะมีหญ้าหนอน แต่ก่อนที่เธอจะลุกขึ้นยืนจากที่เธอนั่งพักเหนื่อยอยู่ เธอก็ได้ยินเสียงไก่เหมือนกับกำลังคุยเขี่ย เธอจึงได้ย่องไปดูและก็เห็นจริง ๆ เธอคิดจะจับไก่พวกนี้ไปเลี้ยงไว้ที่บ้าน

แต่ว่าเมื่อคิดว่ายังอยู่ในพื้นที่เดียวกับคนบ้านนั้นเธอก็เลยล้มเลิกไป จะให้ฆ่ามันเพื่อเอาเนื้อก็ไม่ดี เพราะต้องแบ่งไปให้คนบ้านนั้นอีกเหมือนกัน

“เจ้าไก่ทั้งหลายถือว่าแกโชคดีที่มาเจอฉันในวันนี้ ดังนั้นก่อนที่ฉันจะได้แยกบ้านออกมาฉันจะปล่อยแกไปก่อนก็แล้วกัน” ซูเหยาพูดกับไก่ที่ตนเห็น

สุดท้ายเธอก็เลยมาจบที่หญ้าหนอนที่มีอยู่มากมายให้เธอได้เก็บ เธอก็เลือกเอาแต่เฉพาะที่ใช้ได้เท่านั้น นอกนั้นก็ทิ้งเอาไว้เพื่อให้มันเติบโตกันต่อไป

หลังจากนั้นซูเหยาก็เดินไปเรื่อย ๆ ตามสัญลักษณ์เล็กๆ ที่นิยายได้บรรยายเอาไว้ว่าเมื่อเวลาเข้าป่ามู่หานมักจะทำเครื่องหมายเอาไว้เพื่อไม่ให้ตัวเองหลงทาง

เธอเดินมาเรื่อย ๆ อย่างระมัดระวัง เพราะเธอกลัวว่าเดินอยู่ดี ๆ จะมีแขกไม่ได้รับเชิญออกมาเผชิญหน้าด้วย อย่างเช่นสัตว์จำพวกหมู่ป่าหรือหมีป่าที่ช่วงนี้พวกมันก็น่าจะมาหาอาหารสะสมไว้ช่วงหน้าหนาวที่กำลังมาเยือน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป